Art Gallery

A r c h i t e c t S t u d i o

WELCOME TO www.9artgallery.com                                                                                ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่ www.9artgallery.com

 

9Art Gallery/ Architect Studio : 786/11 Moo.3 Phaholyotin Rd,Wiang,Muang,Chiangrai 57000 : Tel.0-5371-9110 Fax:0-5374-4168, E-mail : artgallerynine@gmail.com

 

The Exhibition Of Painting

“ สมพงษ์ 2552 : บ้านของพ่อ ”

Sompong 2009 : Daddy’s Home

มกราคม  2553 /  January , 2010

โดย สมพงษ์  สารทรัพย์ / Sompong Sarasap

The Exhibition Of Painting By
Name :
Sompong  Sarasap
Born :
June 19, 1961 in Chiangrai THAILAND
Education :
Srinakarinwirot University
Address :  
29 Moo11 T.Jommorkkaew, A.maelao Chaingrai 57250 Thailand 50200
Tel :
66-5366-6565 , 083-152-6021 
Awards
 
1989 :
3rd Prize’ 13th Bualuang Exhibition of Painting 
1990 :
2nd Prize’ 14th Bualuang Exhibition of Painting
1991 :
3rd Prize’ 37th National Exhibition of Art

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สมพงษ์ 2552
“บ้านของพ่อ”

     ปี 2520  ผมได้เดินทางจากเชียงรายเข้ากรุงเทพฯเพื่อศึกษาต่อชั้นมัธยมปลาย  และอุดมศึกษา 
จากการเปลี่ยนแปลงฉับพลันจากเด็กบ้านนอกที่ยังสนุกสนานกับการยิงนกตกปลา  ใช้ชีวิตปกติวันๆ
ไปกับธรรมชาติ,ฤดูกาล สู่การแข่งขันรับผิดชอบ ต้องดูแลตัวเองในสังคมใหม ่เมืองหลวงที่แตกต่างวิถีชีวิต
ผู้คน สิ่งแวดล้อม ทุกสิ่งล้วนรีบเร่งไม่มีใครรู้จักใครทักทายกัน มีเพียงหน้าที่  หน้าที่  กับการเดินทาง
ก้าวไปข้างหน้า ทุกวันเมื่อว่างเว้นการงาน,  กิจกรรม  ผมมักคิดถึงบ้าน  คิดถึงแม่พ่อ  ครอบครัว
มิตรสหาย ต้นไม้  ใบไม้ หมา ไก่ สายลม  แม่น้ำ  ฯลฯ ผมเหมือนแปลกแยกมาจากเมืองอื่นที่ห่างไกล 
“กรุงเทพฯ-เชียงราย”  กับการเดินทางยามค่ำคืนประมาณ 12 ชั่วโมง  ลืมตาตื่นอีกทีเหมือนข้ามพ้นมิต
ิจากโลกหนึ่งสู่อีกโลกหนึ่ง  7 ปีกับการใช้ชีวิตในกรุงเทพฯมีแต่ความ ขัดแย้ง,  สับสน  ทุกวัน  ทุกวัน
ผมได้แต่อ่านหนังสือ  เขียนหนังสือ  เขียนรูป  โดยไม่รู้ว่า เราทำไปเพื่ออะไร  อาจบ้างบางทีผมเพียงแต่พูดคุย,
ถามตอบอยู่กับตัวเองถึงความ เป็นอยู่ของชีวิตและสังคมด้วยความขุ่นข้องหมองใจ  และอาลัยต่ออดีต
      ปี  2527  ผมเดินทางกลับบ้าน  ด้วยความตั้งใจที่จะใช้ชีวิตอิสระ  เขียนรูป,  เขียนหนังสือ
ทุกวัน .ทุกวัน  ผมจะเดินทางตามหาอดีต  เยี่ยมเยือนมิตรสหาย  เพื่อนฝูง เพื่อนหลายคนมีลูกเมีย
แต่ก็ยังแอบหนีชวนกันไปเที่ยวป่าเขา  วิถีชีวิตผู้คนบนดอยประทับใจผมมากในช่วงเวลาขณะนี้
ผมคิดถึงความเป็นตัวของตัวเอง ผมคิดถึงเผ่าชน  คิดถึงความเป็นไทยที่ดูคล้ายถูกรุกราน
คืบคลานทำลายทุกสรรพสิ่งจากอิทธิพลภายนอกของความทันสมัย  ผมต้องการให้แนวความคิดเหล่านี้
เกิดขึ้นกับภาพผลงานของผม  ด้วยการบอกเล่าความดีงามปกติของสิ่งที่มีอยู่
      ปี  2552  ผมได้กลับมาอยู่บ้านเชียงรายรวม 25 ปีแล้ว  ปัจจุบันเหมือนผมได้เติบโตเป็น
หนุ่มฉกรรจ์ 25 ปี  มีลูกเมียครอบครัว  เวลาที่ผ่านล่วงเลยมาเหมือนไม่นานเลยสักนิด 
ชีวิตไม่มีอะไรตกหล่นสูญหาย  ไม่มีที่โน่นที่นี่แตกต่าง  โลกกลมเต็มใบเป็นโลก  โลกของ
ที่ทุกคนต้องร่วมรับรู้รับผิดชอบร่วมกัน  บ้านเชียงรายของผมไม่ได้ห่างไกลจาก
มนุษย์กรุงเทพฯ,  นิวยอร์ค,  โตเกียว,  ปารีส  หรือสถานที่อื่นไหน  หน้าต่างบ้านเรือนผู้คน
ชนบทปัจจุบันต่างเปิดอ้าต้อนรับสีสัน  เช่นกันกับตึก  คอนโด  อพาร์ทเมนท์ในเมืองใหญ่ 
ต่างซ่อนเก็บยุ้งฉางทุ่งนาไว้ส่วนตน

สมพงษ์  สารทรัพย์

27  ตุลาคม  2552

 

 

 

SOMPONG 2009

Daddy’s Home

In 1977, I moved from Chiangrai to Bangkok in order to Complete my secondary education and to,

hopefully gain an academic degree. The change in my environment was extreme for a carefree

country boy who enjoyed village life. The city people were always  in a hurry and nobody cared to

know each other. There seemed to be just, task, duty and going forward. When alone at the end of

each busy day I wished that I could be home with my parents , my family , my friends and to be

among nature ,trees ,leaves ,river , wind ,dogs ,chickens, etc, Bangkok is a 12 hour bus ride but

was like going to another planet or a new dimension .During my 7 years in Bangkok I endured many

days full of contrast and confusion. To survive, I would bury myself in my books ,write essays and

paint  with no end in view. I would often question myself about the upset to my social life and think

of my past. 

In 1984  I returned to Chiangrai , and hoped for a life of ,painting and writing every day

and to follow my past, visiting friends.

Many married and had children but still like to travel to the mountains. The life of the mountain

people does impress me very much and makes me think of my ego. I think also of the life of those

minority Thais that is being invaded by civilization which causes so  much frustration. Ideally, I want

my work to tell of the beautifulness of the life. It is 25 years since I returned to Chiangrai. I am now

a  family man with children of my own. “ The past seems like only yesterday. Planet earth is now a

small world, where all are bound together. My birth place, Chiangrai, is not far from Bangkok, New

York, Tokyo, Paris, or any other city. The windows of the country cottage have now opened

to contemporary fashion. The dwellers in the condos and apartments are reluctant to reveal their

nostalgia for the old ways, the  memory of the rice silo.”

Sompong Sarasap
27 October, 20

 

 

Thai Town

Acrylic Oil on Canvas, 150 x 200 cm.

 

บันไดสวรรค์ ( 1) / Ladder of Paradise 1,

Acrylic Oil on Canvas, 110 x 190 cm.

 

 

บ้านของพ่อ ( พระพุทธสิหิงค์ ) / Daddy’s Home , Buddha Si Hinka

Acrylic Oil on Canvas, 50 x 62 cm.

 

 

บ้านของพ่อ ( หลวงพ่อ เกษม )/ Daddy’s Home , Luangpor Kasem

Acrylic Oil on Canvas, 52 x 65 cm.

 

 

บ้านของพ่อ (อังคาร กัลยาณพงศ์ )

Daddy’s Home ,Angkarn Kalayanapongsa

Acrylic Oil on Canvas, 50 x 62 cm.

 

 

บ้านของพ่อ ( ถวัลย์ ดัชนี ) / Daddy’s Home , Tawan Dachanee

Acrylic Oil on Canvas, 50 x 62 cm.

 

 

 

 

 

 

Thai Town ( 1 )

Acrylic Oil on Canvas, 150 x 200 cm.

 

 

 

 

 

 

Thai Town ( 2 )

Acrylic Oil on Canvas, 150 x 200 cm.

 

 

 

 

 

ชนบท-
ยามเช้าในฤดูหนาว ภาพของเรือนไม้หลังเล็กมองเห็นได้จางๆในสายหมอก ควันจากครัวไฟ
เสียงไก่ขันหมาน้อยนอนอาบแดดอุ่น ยุ้งฉางที่เต็มไปด้วยข้าวเปลือกหลังฤดูกาลเก็บเกี่ยว
แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ แล ะวิถีชีวิตที่เป็นธรรมชาติชีวิตชนบทขึ้นอยู่กับฤดูกาล
เรียบง่ายเหมือนเมื่อในอดีตชาวนาปลูกข้าว ไว้กินเอง เหลือไว้แลกเปลี่ยนและแบ่งปัน
วิถีชีวิตในชนบทเต็มไปด้วยความอิสระเสรี
เมือง-
ยามเช้าในฤดูหนาว ภาพของตึกรามบ้านช่องใหญ่โตเบียดเสียด มองเห็นได้
ผ่านม่านหมอกควันรถยนต์ เสียงเครื่องยนต์แผดดัง หมาข้างถนนหิวโซ  ผู้คนเบียดเสียด
กันบนรถเมล์ เดินสวนกันขวักไขว่ริมถนนและสถานีรถไฟฟ้า รีบเร่งไปทำงาน เปลี่ยนเวลา
ให้กลายเป็นเงิน แลกเปลี่ยนกับข้าวปลาอาหาร วิถีชีวิตในเมืองเต็มไปด้วยกฏระเบียบ   
คนชนบท-

ร่าเริงสนุกสนานมีความสุขมีอัธยาศัย มีน้ำใจไมตรี ช่วยเหลือเกื้อกูลกันดุจญาติสนิทมิตรสหาย

คนเมือง-
เหงาเศร้าโดดเดี่ยวท่านกลางผู้คนหลากหลาย ต่างที่ต่างถิ่น ทุกคนต่างแปลกหน้า

ซึ่งกันและกัน มีความทุกข์ไร้ชีวิตชีวา แห้งแล้งน้ำใจอยู่ไปวันๆ

ความจริง-

มันคงไม่มีเส้นแบ่งที่ชัดเจน ไว้ให้รู้ว่าที่ไหนเป็นเขตเมือง ที่ไหนเป็นเขตชนบท ใครเป็นคน

เมืองหรือใครเป็นคนชนบท คนในเมืองส่วนมาก ล้วนย้ายถิ่นฐานมาจากบ้านเกิดในชนบท

โดยเฉพาะชนชั้นแรงงาน คนในชนบทก็มีจำนวนไม่น้อยที่ย้ายจากกลางเมือง มาแสวงหา

ความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย โดยเฉพาะผู้มีอันจะกิน ความเป็นชนบทกับความเป็นเมือง

จึงแยกกันไม่ออก การผสมผสานกันของวิถีชีวิตที่แตกต่างกัน มีการพึ่งพาอาศัยกัน

ในเรื่องความเป็นอยู่ เกิดการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างคนที่มาจาก ต่างวิถีชีวิต ภาพคุ้นตา

ที่เห็นนายทุนจากกรุงเทพฯ ซื้อที่ดินผืนใหญ่ สร้างบ้านสวนรีสอร์ท สนามกอล์ฟ โดยมี

เจ้าของที่ดินเดิม เป็นลูกจ้าง จึงเป็นภาพคุ้นตาในชนบท พอๆกับภาพของคนชนบท ที่ทำ

มาหากินอยู่ในกรุงเทพฯ
ตัวตน-
สมพงษ์ สารทรัพย์ เกิดเมื่อปี พ.ศ.2504 เป็นศิลปินชาวเชียงรายโดยกำเนิด เติบโตมากับวิถีชีวิตที่เรียบาง่าย
ในชนบทและใกล้ชิดกับธรรมชาตวัยเด็กใช้ชีวิตวันๆไปกับการเล่นสนุกตามทุ่งนาป่าห้วย
เติบโตท่ามกลาง วัฒนธรรมท้องถิ่น เมื่อย่างเข้าวัยหนุ่มีตั้งแต่ป พ.ศ.2520
ต้องไปใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ ระหว่างการศึกษาหาความรู่้ในระดับมหาวิทยาลัย
ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมือง หลังยุค ตุลาคม 2519 สภาพของสังคมเมืองเป็นยุคสมัยของการปรับตัว
ระยะเวลา ปีนับเป็นห้วงเวลาแห่งความทุกข์ทรมานของเด็กหนุ่มจากชนบทที่จะต้องเผชิญหน้ากับความ
กดดันจากสภาพแวดล้อม การแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกลางเมืองกรุง ในฐานะศิลปิน มีเพียงงานศิลปะเท่านั้นที่อ
เขาใช้เป็นเพียงเครื่องมืในการดูแลจิตใจตัวเอง พัฒนาการทางรูปแบบ ผลงานศิลปะ ของสมพงษ์

เขาได้สะท้อนความรู้สึกนึกคิดผ่านผลงานจิตรกรรมที่แสดงถึงกฏระเบียบความกดดัน

สิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อตัวศิลปินเอง โดยได้บ่มเพาะความคิด

เชิงสังคมให้กับเขา ต่อมาเมื่อศิลปินได้ย้ายกลับมาอยู่ที่เชียงราย บรรยากาศ

และสภาพแวดล้อมเก่าๆในวัยเด็กทำให้เขาครุ่นคิดถึงตัวตน การทำงานศิลปะเป็นการ
เฝ้ามองตัวเองเติบโต เขาสร้างสรรค์ผลงานศิลปะขึ้นมากมายโดยใช้เรื่องราวรอบตัว เป็นจุดในการเฝ้ามอง
ในขณะเดียวกันศิลปะของสมพงษ์ก็ได้สร้างสรรค์ตัวตน

ของความเป็นศิลปินท้องถิ่น ขึ้นที่ละเล็กละน้อย

ความหลากหลาย-
สมพงษ์ได้บันทึกไว้ในสูจิบัตรนิทรรศการ “สมพงษ์ 1997-1999” ว่า “ความหลากหลายเป็นความงาม
วัฒนธรรมที่หลากหลายทำให้โลกสวยงาม” นี่เป็นประโยคมองโลกในแง่ดี ยอมรับความแตกต่าง
และความหลากหลาย แต่ในขณะเดียวกัน การยอมรับความแตกต่างหรือแม้แต่ความพยายามที่จะ
เข้าใจความแตกต่าง แลความหลากหลายก็เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก ในสังคมที่เต็มไปด้วยความสลับซับซ้อน
การเสาะแสวงหาชีวิตในวัยหนุ่มของสมพงษ์ถูกบันทึกเป็นผลงานศิลปะหลายชุด ที่แสดงถึง
การเฝ้ามองชีวิตและธรรมชาติ “หนึ่งใบไม้คือหนึ่งต้นไม้ใหญ่ หนึ่งต้นไม้ใหญ่คือหนึ่งป่าใหญ่ ทุกสิ่งประสานกลมกลืน”
ในขณะเดียวกันความคิดของการตรวจสอบตัวเอง เฝ้ามองดูตัวเองก็ปรากฏอยู่ในงานของเขาด้วยอย่าง
สม่ำเสมอ นี่อาจจะเป็นอิทธิพลจากคำสอนในพระพุทธศาสนาที่ชัดเจนที่สุด ซึ่งแทรกตัว
อยู่อย่างเหมาะสมในงานจิตรกรรมของเขาเสมอมา วัฏจักรการเกิดดับ เมล็ดพืชที่กำลังงอกงาม ชีวิตใหม่ ใบไม้แห้ง
ร่วงโปรยจากต้น ความตาย การเปลี่ยนผ่าน และการกำเนิดถูกนำเสนอผ่านสัญลักษณ์ ที่เป็นธรรมชาติอย่างเมล็ด ใบไม้ต้นไม้

งานจิตรกรรมของสมพงษ์ปราศจากการเวลา สถานที่ที่เขาเขียนถึงมักมีดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ แต่ว่างเปล่า และไม่สามารถ

ระบุพิกัดทางภูมิศาสตร์ได้ เปรียบเสมือนลมหายใจในชีวิตนี้ อาจจะเป็นลมหายใจ

ข้ามมิติกาลเวลา ผ่านแต่ละชาติภพ เมล็ดแก่ของพืชร่วงหล่นลงสู่ดิน เกิดเป็นต้นใหม่

ชีวิตที่ฟักตัวอยู่ในเมล็ดพืชเปลี่ยนสภาพ เป็นรูปทรงของชีวิตใหม่ ความซับซ้อน

ที่แฝงตัวอยู่อย่างเรียบง่าย เป็นธรรมชาติถูกถ่ายทอด ผ่านสายตาของ ศิลปินอย่างสมพงษ์เสมอมา

ความหลากหลายอันเป็นเอกภาพหนึ่งเดียวของธรรมชาติ ช่วยให้เราพิจารณาความไม่เที่ยงแท้ยั่งยืนที่มีอยู่ในตัวตนของเรา

ชีวิตไม่มีอะไรตกหล่นสูญหาย-
ผลงานชุดบ้านของพ่อ จิตรกรรมจำนวน 18 ชิ้นของสมพงษ์ สารทรัพย์ เป็นการกลับมา

ตรวจสอบตัวตนอีกครั้งของเขา ในรูปแบบจิตรกรรมที่ผสมผสาน เทคนิกการวาดภาพ

เฉพาะตัวเข้ากับองค์ประกอบภาพที่มีการสร้างให้เกิดความขัดแย้งอย่างจงใจ ด้วยสี

และรูปทรงของเส้น ระนาบของสีที่ทับซ้อนกัน ทำให้เกิดมิติที่แปลกประหลาดในจิตนการ

รูปแบบของระนาบสีชวนให้นึกถึงผนังบ้าน ขอบหน้าต่าง ทะลุออกไป เป็นระนาบที่สื่อ

ให้เห็นรายละเอียดของสถาปัตยกรรมท้องถิ่นอย่างยุ้งฉางข้าวที่มีข้าวเปลือกล้นทะลักออกมา

เป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์และชีวิตภาพขนาดเล็กที่แปลกแยก อยู่บนระนาบสี

เป็นภาพผลงานศิลปะของศิลปินและภาพบุคคลที่มีชื่อเสียง ศิลปิน พระสงฆ์ หรือแมิย์

้แต่พระบรมสาทิศลักษณ์ ของพระมหากษัตรถูกจัดวางอย่างจงใจให้เปรียบเทียบ

กันระหว่างภาพด้านหลังขอบหน้าต่างและความหมายของบุคคลและผลงานศิลปะด้านหน้า

เปิดกว้าง-

ชีวิตที่เรียบง่ายกำลังถูกเปิดออกเพื่อรับความเปลี่ยนแปลงอันเป็นกฏนิรันดร์ สิ่งที่อยู่ภายในจิตใจ

ไม่สามารถซุกซ่อนเอาไว้ได้อีกต่อไป การตีความสภาพของสังคม
จริงภายนอกและสิ่งที่อยู่ภายในจิตใจเราทั้งหลายไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบที่มีต่อ
สังคมร่วมกันได้ เราทั้งหลายต่างยืนอยู่ในจุดที่เห็นแตกต่างกัน มุมที่เราเห็น

เป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพทั้งหมด การกลับมาสำรวจสิ่งที่คิดและสิ่งที่เห็นอย่างตั้งใจอาจจะ

ทำให้การยอมรับความแตกต่างระหว่างกันของมนุษย์มีความเป็นไปได้มากยิ่งขึ้น

เหนือพ้น-

ไม่มีความเป็นเมืองไม่มีความเป็นชนบท อยู่เหนือพ้นการให้ความหมาย และการตีตราประทับ ไม่มีสิ่งใดเลวที่สุด
หรือดีที่สุดเช่นเดียวกันเหมือนกับวิถีของธรรมชาติ “ทุกสิ่งประสานกลมกลืน ส่งผลต่อกัน

นั้นคือความงาม นั้นคือการรับผิดชอบของคน รับผิดชอบต่อตัวตนและโลก”

อังกฤษ อัจฉริยโสภณ
21 ธันวาคม 2552

 

บันไดสวรรค์ ( 2 ) / Ladder of Paradise 2,

Acrylic Oil on Canvas, 110 x 190 cm.

 

 

บ้านของพ่อ ( พุทธทาส,ฟูกูโอกะ ) / Daddy’s Home , Buddhadasa,Fukuoka

Acrylic Oil on Canvas, 50 x 62 cm.

 

 

 

บ้านของพ่อ ( ประเทือง เอมเจริญ )

Daddy’s Home , Pratuang Emjaroen

Acrylic Oil on Canvas, 50 x 62 cm.

 

 

บ้านของพ่อ ( อารี สุทธิพันธ์ ) / Daddy’s Home , Aree Soothipunt

Acrylic Oil on Canvas, 50 x 62 cm.

 

 

บ้านของพ่อ ( เอ็ดวาร์ด มุง ) / Daddy’s Home ,Edvard Munch

Acrylic Oil on Canvas, 50 x 62 cm.

 

 

บ้านของพ่อ ( ชากาลว์ ) / Daddy’s Home ,Marc Chagall

Acrylic Oil on Canvas, 52 x 65 cm.

 

 

บ้านของพ่อ ( แวนโก๊ะ ) / Daddy’s Home , Van Gogh

Acrylic Oil on Canvas, 52 x 65 cm.

 

 

HOME EXHIBITION NEWS ARTISTS ARCHITECT CSQ CONTACT